สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะเจ้าภาพเอเปคปี 2569 ได้จัดการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค (Economic Committee: EC) ครั้งที่ 2/2569 ในระหว่างวันที่ 24 – 25 สิงหาคม 2569 ในห้วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (Third Senior Officials’ Meeting and Related Meetings: SOM3) ณ เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมการประชุมฯ
ในการประชุม EC ครั้งที่ 2/2569 ผู้แทนเขตเศรษฐกิจได้ร่วมหารือถึงแนวทางการดำเนินงานภายใต้ การยกระดับวาระการปฏิรูปโครงสร้างเอเปคที่เข้มแข็ง (Strengthened and Enhanced APEC Agenda for Structural Reform: SEAASR) โดยมุ่งผลักดันให้การปฏิรูปเกิดผลในทางปฏิบัติและตอบสนองต่อความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต ผ่านการจัดทำแผนการดำเนินงานและการพัฒนาตัวชี้วัดที่เหมาะสม เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานและติดตามผลความก้าวหน้าได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดตัวชี้วัดที่มีข้อมูลรองรับ สามารถจัดเก็บและติดตามได้อย่างต่อเนื่อง และสะท้อนผลลัพธ์ของการปฏิรูปได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ สศช. ได้เสนอให้มีกลไกติดตามและประเมินผลที่มีความโปร่งใส รวมถึงการรายงานและแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าและประสบการณ์ระหว่างเขตเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถติดตามผล ระบุช่องว่าง และเรียนรู้แนวปฏิบัติระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลไกต่าง ๆ ของเอเปค ตลอดจนภาคเอกชนและภาควิชาการ เพื่อเชื่อมโยงประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงบริบทและลำดับความสำคัญที่แตกต่างกันของแต่ละเขตเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้ SEAASR สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ติดตาม และยกระดับการปฏิรูปโครงสร้างของเอเปคอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิผลในระยะต่อไป
ที่ประชุมฯ ยังได้รับทราบรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเปค ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเปคยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และราคาพลังงาน โดยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการขยายตัวของบริการดิจิทัลยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโต ขณะที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาภาคเกษตรให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคเพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ที่ประชุมฯ ได้พิจารณาผลการจัดทำรายงานนโยบายเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Policy Report: AEPR) ประจำปี 2569 เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Structural Reform and AI-Driven Digital Transformation) โดยรายงานระบุว่า เขตเศรษฐกิจเอเปคมีความก้าวหน้าในด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำ AI ไปประยุกต์ใช้ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในกลุ่ม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อีกทั้ง ระบบข้อมูลและตัวชี้วัดสำหรับติดตามการนำ AI ไปใช้ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และการสร้างความสอดคล้องด้านกฎระเบียบและนโยบายระหว่างเขตเศรษฐกิจยังเป็นประเด็นสำคัญต่อการส่งเสริมบริการ AI ข้ามพรมแดนและการเชื่อมโยงระหว่างระบบ ทั้งนี้ รายงานได้สังเคราะห์บทเรียนว่า การดำเนินการปฏิรูปอย่างเป็นระบบและมีความสอดคล้องในมิติต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการ AI ที่มีความน่าเชื่อถือ การส่งเสริมการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคคลากรให้สอดคล้องกับความพร้อมและความต้องการ ตลอดจนการกำหนดมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมกับลักษณะและขนาดของธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI อย่างทั่วถึง และสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคเอเปค
ในการนี้ สศช. เห็นความสำคัญของการพัฒนากฎระเบียบและแนวทางการกำกับดูแลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำ AI และข้อมูลมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายสาธารณะและพัฒนากระบวนการกำกับดูแล ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินผลกระทบ และออกแบบหรือปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบได้อย่างแม่นยำ ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจได้ทันท่วงที ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้ AI ควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนากรอบธรรมาภิบาลและกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์จากเทคโนโลยีควบคู่กับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบายภาครัฐ
นอกจากนี้ คณะ สศช. ได้เข้าร่วมการประชุมคู่ขนานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเปค โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
การประชุม เรื่อง Electricity Reform to Promote Green Growth in APEC ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิรูปภาคไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาค ซึ่งครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่เดิมมีการผูกขาด การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่มีความเป็นอิสระ ตลอดจนการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ โดยให้ความสำคัญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และความผันผวนของแหล่งพลังงานหมุนเวียน
การประชุม เรื่อง Use of International Legal Instruments in Cross-Border Commercial Disputes and Use of Digital Assets มุ่งส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ตราสารทางกฎหมายระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาททางการค้าข้ามพรมแดนและการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ในการลดขั้นตอนทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้มีความเชื่อมโยง มีนวัตกรรม และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
การประชุม 19th Conference on Good Regulatory Practices (GRP) ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการยกระดับขีดความสามารถของเขตเศรษฐกิจเอเปคในการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่ดีด้านการกำกับดูแล โดยเฉพาะการออกแบบ ทบทวน และประเมินผลกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมและลดภาระด้านกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
การประชุมร่วมระหว่าง EC และกลุ่มการค้าบริการ (Group on Services: GOS) ในประเด็นการค้าบริการและการปฏิรูปโครงสร้าง เห็นว่าการปฏิรูปโครงสร้างภาคบริการดิจิทัล ซึ่งให้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัล มีความสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ควรส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการรักษาความเปิดกว้างของตลาดและการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงลดอุปสรรคทางกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น โดยกำหนดเป้าหมายและมาตรการที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและวางรากฐานสำหรับการปฏิรูปในระยะยาว
ทั้งนี้ ในระยะต่อไป สศช. จะขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปฏิรูปโครงสร้างร่วมกับเขตเศรษฐกิจเอเปค ภายใต้กรอบ SEAASR รวมทั้งสนับสนุนการจัดทำรายงานนโยบายเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2570 เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Structural Reform and Innovation-Driven Economic Growth) เพื่อให้ผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อไป


