เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สศช. ให้การต้อนรับนายฟรานติเช็ก รูซิกกา (Mr. Frantisek Ruzicka) รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และคณะ เข้าร่วมหารือความคืบหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ในโอกาสนี้ เลขาธิการ สศช. กล่าวถึงความคืบหน้าของไทยในขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค โดยปัจจุบัน หน่วยงานไทยอยู่ระหว่างการตอบแบบสอบถาม และให้ข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับสำนักเลขาธิการ OECD ที่เดินทางมายังประเทศไทย โดยทุกหน่วยงานมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับ OECD นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมสำนักเลขาธิการ OECD ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือหน่วยงานไทยในการประเมินทางเทคนิค รวมทั้งประเทศสมาชิก OECD เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity Building) ให้กับหน่วยงานไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังมีข้อห่วงกังวลและประสงค์ให้ OECD ช่วยเร่งรัดกระบวนการ โดยเฉพาะการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention) ซึ่งไทยจะต้องเข้าเป็นภาคีให้ได้ก่อน จึงจะสามารถได้รับการประเมินทางเทคนิคจากคณะทำงานว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 25 คณะกรรมการที่ประเมินการเข้าเป็นสมาชิกของไทย โดยปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายและกฎระเบียบ 3 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ
รองเลขาธิการ OECD กล่าวชื่นชมที่ไทยกำหนดเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ สามารถเร่งรัดและติดตามการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และย้ำว่ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของไทยได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีต่อการดำเนินงานในภาพรวม อย่างไรก็ตาม การประเมินทางเทคนิคเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน และมีความท้าทายมากที่สุดขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก จึงแนะนำให้ไทยสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้มากที่สุด เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม รวมถึงการพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว (Secondment) ณ สำนักงานใหญ่ OECD เพื่อเรียนรู้การทำงานและสร้างปฏิสัมพันธ์กับ OECD มากยิ่งขึ้น โดย OECD ยินดีให้การสนับสนุนและเป็น Partner กับไทยตลอดกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ 6 ด้าน เพื่อขอรับการสนับสนุนจาก OECD และประเทศสมาชิก OECD เพื่อจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพให้กับหน่วยงานไทย ได้แก่ (1) การต่อต้านการให้สินบน (2) นโยบายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (3) การพัฒนาทุนมนุษย์และการศึกษา (4) ความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (5) ปัญญาประดิษฐ์และการเลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ (6) ความครอบคลุมทางสังคม โดย OECD และประเทศสมาชิกยินดีให้การสนับสนุน โดยเฉพาะประเด็นด้านความครอบคลุมทางสังคม ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญร่วมระหว่าง OECD กับประเทศอาเซียน โดยเลขาธิการ สศช. กล่าวว่าไทยมีนโยบายให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบที่มีความเปราะบาง อาทิ พนักงานส่งอาหาร ผู้รับจ้างทำงานชั่วคราว (Gig Worker) ผ่านการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ให้มีความมั่นคงและปลอดภัยในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งรองเลขาธิการ OECD แนะนำให้ไทยสามารถรับความช่วยเหลือและข้อแนะนำจากประเทศสมาชิก OECD อาทิ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร แคนาดา และโปแลนด์ ซึ่งมีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีในด้านดังกล่าว เพื่อยกระดับนโยบายแรงงานนอกระบบ และเสริมสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก OECD ต่อไป
ติดตามความก้าวหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ได้ที่ inter.nesdc.go.th/th2oecd/






