ปัจจุบัน โลกเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อภาระทางการเงินภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง ประชาชนจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับปัจเจกบุคคล เพื่อสร้างความมั่นคงในครัวเรือนและลดการพึ่งพาภาครัฐ ซึ่งก็คือ “การบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล”
การประเมินขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ณ ปี 2567 ระบุว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 88–90 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)[i] ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ภาระหนี้ดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันทางการเงินที่ต่อเนื่อง ในขณะที่ความสามารถในการออมและการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินของครัวเรือนของไทยจำนวนมากยังมีข้อจำกัด สถานการณ์ดังกล่าวมิได้เกิดจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับความรู้และทักษะในการจัดการการเงินของประชาชน
“ความรู้ทางการเงิน” (financial literacy) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการใช้ความรู้ ทักษะ และทัศนคติ เพื่อบริหารจัดการการเงินในชีวิตประจำวันอย่างมีเหตุผล ครอบคลุมการวางแผนรายรับ–รายจ่าย การออม การบริหารหนี้ และการตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ความรู้ดังกล่าวมิใช่เพียงความเข้าใจเชิงทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นทักษะชีวิตที่ช่วยให้บุคคลประเมินทางเลือกทางการเงินและความเสี่ยงได้อย่างรอบคอบ โดยงานสำรวจจาก OECD พบว่าประชากรจำนวนหนึ่งยังมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจประเด็นพื้นฐาน เช่น ดอกเบี้ยทบต้นหรือการเปรียบเทียบทางเลือกทางการเงิน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัวและการวางแผนทางการเงินที่ไม่เป็นระบบ[ii]
การขาดความรู้ทางการเงินในสังคมไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งมิติด้านการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ และการให้บริการภาครัฐ สรุปได้ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก : วิชาการบริหารจัดการการเงินยังไม่มีอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิชาการบริหารจัดการการเงิน หมายถึง วิชาที่สอนผู้เรียนเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านการออม การวางแผนรายรับ–รายจ่าย การบริหารหนี้ และการตัดสินใจทางการเงินที่เหมาะสมกับช่วงวัย ซึ่งปัจจุบัน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ยังไม่มีการบรรจุวิชาการบริหารจัดการการเงินในฐานะรายวิชาเฉพาะ แต่เนื้อหามักกระจายเป็นหัวข้อย่อยอยู่ในหลายกลุ่มวิชา เช่น สังคมศึกษา และคณิตศาสตร์ ส่งผลให้ผู้เรียนยังไม่ได้รับการพัฒนาทักษะทางการเงินอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต
ประการที่สอง : ความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อความรู้ทางการเงิน ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจและสังคมส่งผลต่อโอกาสในการเข้าถึงความรู้ทางการเงิน เด็กและเยาวชนจากครอบครัวที่มีทรัพยากรหรือประสบการณ์ด้านการเงินมักได้รับการถ่ายทอดความรู้มากกว่า ในขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการเรียนรู้ ความแตกต่างดังกล่าวอาจสะสมและนำไปสู่ความเหลื่อมทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ประการที่สาม : โลกหมุนไว แต่ประเทศไทยยังขาดการอัปเดตความรู้การเงินให้กับคนทุกกลุ่ม สินค้าและบริการทางการเงินในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ข้อมูลและความรู้ที่เท่าทันโลกจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คนไทยตัดสินใจอย่างถูกต้อง ภาครัฐจึงควรกำหนดนโยบายหรือมาตรการภาคบังคับผ่านการให้บริการของสถาบันการเงิน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลและชุดความรู้กับคนทุกกลุ่ม เช่น การมีสื่อความรู้ทางการเงินไว้ในแอปพลิเคชันของธนาคารทุกแห่ง อาจเป็นคำแนะนำสั้น ๆ ระหว่างการทำธุรกรรม หรือเนื้อหาที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับการออม การกู้ยืม และความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการใช้งานจริง และหากเป็นกรณีกลุ่มผู้พิการ ควรผลิตสื่อให้เหมาะสมกับผู้พิการ หรือดำเนินการผ่านผู้นำชุมชนเพื่อให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจทางการเงินและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว
บทบาทของ OECD/INFE ในการพัฒนานโยบายความรู้ทางการเงิน
OECD คือองค์การระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมผ่านกระบวนการทางนโยบายสาธารณะและการยกระดับมาตรฐานสากลในด้านต่าง ๆ อันรวมถึงเสถียรภาพทางการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และคุณภาพการศึกษา ซึ่ง OECD เล็งเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน จึงได้จัดตั้งเครือข่าย International Network on Financial Education (OECD/INFE) เพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการพัฒนานโยบายด้านความรู้ทางการเงิน กรอบแนวคิดของเครือข่ายนี้เน้นการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติ การบูรณาการความรู้ทางการเงินเข้าสู่ระบบการศึกษา การพัฒนาครูและสื่อการเรียนรู้ และการติดตามประเมินผลด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีเป้าหมายคือ การสร้างระบบการเรียนรู้ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างมีเหตุผล และปรับตัวต่อบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมเครือข่าย OECD/INFE แล้ว โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐด้านเศรษฐกิจและการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือและนำแนวปฏิบัติสากลมาประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ทางการเงินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว[iii]
ประสบการณ์จากต่างประเทศและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของ OECD/INFE
การดำเนินงานของเครือข่าย OECD/INFE ได้ส่งผลลัพธ์เชิงบวกต่อประเทศต่าง ๆ อาทิ
ฝรั่งเศส : ดำเนินยุทธศาสตร์ความรู้ทางการเงินระดับชาติภายใต้กรอบ OECD/INFE โดยบูรณาการเนื้อหาการวางแผนงบประมาณ การออม และการตัดสินใจทางการเงินเข้าสู่หลักสูตรโรงเรียน พร้อมพัฒนาสื่อการเรียนรู้และอบรมครูอย่างเป็นระบบ การติดตามผลชี้ว่านักเรียนมีความสามารถในการจัดการ รายรับ–รายจ่ายและเข้าใจแนวคิดการออมมากขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการวางแผนการเงินตั้งแต่วัยเรียน[iv]
ญี่ปุ่น: นำหลักการของ OECD/INFE มาใช้ในการกำหนดความรู้ทางการเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคบังคับ เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เช่น การจำลองสถานการณ์การใช้เงิน การวางแผนงบประมาณ และการประเมินความเสี่ยงทางการเงิน โดยการเรียนรู้ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและธนาคารกลางในการอัปเดตเนื้อหาให้มีความทันสมัย ซึ่งผลลัพธ์จากการเรียนรู้เชิงปฏิบัติสะท้อนว่าเยาวชนมีวินัยในการใช้จ่ายและมีทัศนคติที่ดีต่อการออมในระยะยาว[v]
โคลอมเบีย : นับเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้กรอบ OECD/INFE ในการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความรู้ทางการเงิน เน้นการเรียนรู้ในโรงเรียนควบคู่กับการให้ความรู้แก่ครัวเรือนและชุมชน โดยรายงานติดตามผลพบว่าครัวเรือนมีการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบมากขึ้น และมีความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเอง[vi]
สิงคโปร์ : แม้ไม่ใช่สมาชิก OECD แต่สิงคโปร์ได้นำแนวคิดของ OECD/INFE มาปรับใช้ผ่านยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เชื่อมโยงหน่วยงานการเงินและการศึกษา เน้นการสร้างทักษะการบริหารเงินตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน ผลการประเมินสะท้อนว่าประชาชนมีพฤติกรรมการออมที่สม่ำเสมอ มีความสามารถในการวางแผนการเงินระยะยาว และมีความตระหนักต่อความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น[vii]
แนวทางเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยในการยกระดับความรู้ทางการเงินภายใต้กรอบ OECD/INFE
บทเรียนจากต่างประเทศภายใต้กรอบ OECD/INFE สะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับความรู้ทางการเงินของประชาชนจำเป็นต้องปรับนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยอาจพิจารณาปรับนโยบายหรือแนวปฏิบัติ ดังนี้
(1) การบรรจุวิชาการบริหารจัดการการเงินในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(2) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ
(3) การเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
(4) การจัดระบบติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและภาคการเงิน
(5) การกำหนดให้สถาบันการเงินบูรณาการสื่อความรู้ทางการเงินไว้ในแอปพลิเคชันของธนาคาร โดยออกแบบให้เข้าถึงได้สำหรับทุกกลุ่ม รวมถึงคนพิการ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ระหว่างการใช้บริการ
การดำเนินนโยบายและแนวปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการวางแผนทางการเงินได้อย่างรอบคอบ ลดความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สิน และเพิ่มภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของครัวเรือน อันเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
“การยกระดับความรู้ทางการเงินของประชาชน” จึงควรถูกมองเป็นวาระเชิงนโยบายที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนและบูรณาการแนวทางเชิงนโยบายตามกรอบ OECD/INFE เข้ากับระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งบทบาทในการกำหนดนโยบายหรือมาตรการเพื่อให้ภาคเอกชน ในฐานะสะพานเชื่อม เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลต่อประชาชน เพื่อเสริมสร้างความรู้สามารถในการตัดสินใจทางการเงินอย่างมีเหตุผลตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้และภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง อันจะช่วยลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงของครัวเรือน ความเข้มแข็งของสังคม และเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว
จัดทำโดย นางสาวอมลวรรณ ศรีสะอาด
นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะเศรษฐศาสตร์และการลงทุน
อ้างอิง
[i] Organisation for Economic Co-operation and Development. (2025). OECD capital market review of Thailand: Assessment and recommendations. Retrieved from https://www.oecd.org
[ii] Organisation for Economic Co-operation and Development / International Network on Financial Education. (2023). International survey of adult financial literacy. Retrieved from https://www.oecd.org
[iii] Organisation for Economic Co-operation and Development / International Network on Financial Education. (2023). OECD/INFE 2023 international survey of adult financial literacy: Participating economies (including Thailand). Retrieved from https://www.oecd.org
[iv] Banque de France. (2022). National strategy for financial education in France. Retrieved from https://www.banque-france.fr
[ii] Organisation for Economic Co-operation and Development / International Network on Financial Education. (2023). International survey of adult financial literacy. Retrieved from https://www.oecd.org
[iii] Organisation for Economic Co-operation and Development / International Network on Financial Education. (2023). OECD/INFE 2023 international survey of adult financial literacy: Participating economies (including Thailand). Retrieved from https://www.oecd.org
[iv] Banque de France. (2022). National strategy for financial education in France. Retrieved from https://www.banque-france.fr
[v] Financial Services Agency of Japan. (2022). Financ
[v] Financial Services Agency of Japan. (2022). Financial literacy education initiatives in Japan. Retrieved from https://www.fsa.go.jp
[vi] Government of Colombia, Ministry of Finance and Public Credit. (2021). National strategy for economic and financial education. Retrieved from https://www.minhacienda.gov.co
[ii] Organisation for Economic Co-operation and Development / International Network on Financial Education. (2023). International survey of adult financial literacy. Retrieved from https://www.oecd.org
[iii] Organisation for Economic Co-operation and Development / International Network on Financial Education. (2023). OECD/INFE 2023 international survey of adult financial literacy: Participating economies (including Thailand). Retrieved from https://www.oecd.org
[iv] Banque de France. (2022). National strategy for financial education in France. Retrieved from https://www.banque-france.fr
[v] Financial Services Agency of Japan. (2022). Financial literacy education initiatives in Japan. Retrieved from https://www.fsa.go.jp
[vi] Government of Colombia, Ministry of Finance and Public Credit. (2021). National strategy for economic and financial education. Retrieved from https://www.minhacienda.gov.co
[vii] Monetary Authority of Singapore. (2022). MoneySense: National financial educatio
[vii] Monetary Authority of Singapore. (2022). MoneySense: National financial education programme. Retrieved from https://www.moneysense.gov.sg