TIJ จับมือ UNDP และ WJP เปิดตัว Thailand Rule of Law Leadership Programme รวมผู้นำทุกภาคส่วนทางสังคมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD
“ประเทศไทยมีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง มีผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ดี มีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็ง แต่หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตได้ช้ามากและช้ากว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน … นั่นเป็นเพราะเรามีปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นอุปสรรคสำคัญ นั่นคือ การขาดหลักนิติธรรม”
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ของประเทศไทย และประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวในการปาฐถาพิเศษ หัวข้อ “Rule of Law Economic Infrastructure : Thailand’s Path toward Competitiveness and OECD Readiness” ภายในงานเสวนา Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026: Competitiveness and OECD Readiness จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่อาคารสำนักงาน TIJ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
ประธานกรรมการ TIJ ระบุว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่น กลายเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าต่ำ มีภาพลักษณ์ว่ามีการคอร์รัปชันสูงจากการที่มีกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ มากเกินไป กฎระเบียบจำนวนมากล้าสมัยแต่ยังใช้อยู่และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจได้มาก ดังนั้น โจทย์สำคัญ คือ ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการรับการประเมินจาก OECD ว่าจะยอมรับไทยเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ ไทยจึงต้องถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำข้อแนะนำของ OECD มายกเครื่องประเทศไทย ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพเชิงระบบ หรือที่เรียกว่า “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง”
“โครงสร้างที่เรามองเห็น เช่น ถนน สะพาน หรือเทคโนโลยี ถ้ามันไม่ดี เราก็รู้ว่าจะแก้ตรงไหน … แต่ปัญหาของประเทศไทยที่เป็นโจทย์ยากยิ่งกว่า คือ เรามีปัญหาในโครงสร้างที่มองไม่เห็น นั่นก็คือ การขาดหลักนิติธรรม ยกตัวอย่างเช่น เรามีถนนที่ดี มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่เรากลับเป็นประเทศที่การบังคับใช้กฎหมายไม่แน่นอน ใช้กฎหมายไม่เสมอภาคกับทุกคน เมื่อประชาชนหรือนักลงทุนไม่สามารถคาดเดาผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นได้ นักลงทุนก็จะเกิดความกังวล ไม่กล้าตัดสินใจมาลงทุนระยะยาว นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น … ดังนั้น แม้หลักนิติธรรมจะเป็นโครงสร้างที่มองไม่เห็น แต่เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากที่สุดต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสำคัญมากที่เราจะต้องยกเครื่องกันใหม่ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังถูกประเมินโดย OECD” ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ ยังกล่าวถึง ดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ที่จัดทำโดย The World Justice Project (WJP) ทำให้เห็นว่า หลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่วัดได้ เช่น วัดจากการดูการใช้อำนาจของรัฐ ดูประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ดูปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งมันทำให้เราสามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมกับประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ อย่างชัดเจน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลักนิติธรรม ไม่ใช่เรื่องที่ถูกผูกขาดเฉพาะนักกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องระดมความคิดและองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และจากทุกสาขาวิชาชีพมาร่วมกันขบคิดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มองไม่เห็นนี้
“การจัดตั้งโครงการ Thailand Rule of Law Leadership Programme จึงเป็นโครงการที่ระดมผู้นำจากทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การยกระดับหลักนิติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD เป็นเวลา 14 สัปดาห์ และจะเป็นกำลังสำคัญในการประสานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD” ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
ด้าน ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวถึงโครงการ Thailand Rule of Law Leadership Programme โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นการเชิญชวนผู้นำจากทุกภาคส่วนของสังคมมารวมตัวกันเพื่อสำรวจหาแนวทางยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยจะมุ่งไปที่ “กลไกเชิงสถาบัน” ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการของประเทศ ที่จะวัดว่า กฎหมาย กฎระเบียบ หรือกติกาต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่
พร้อมอ้างอิงถึงรายงานที่ TIJ ได้ร่วมกับ OECD จัดทำขึ้นชื่อว่า Access to Justice and the Economic Implications of Crime and Violence in Thailand ที่ชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในสถาบันทางกฎหมาย ส่งผลโดยตรงต่อการประเมินความเสี่ยงของนักลงทุน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ หมายความว่า คุณภาพของกลไกเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึง เข้าถึงได้ คาดการณ์ได้ และสามารถคุ้มครองผู้ที่เปราะบางกว่าในสังคม ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความเป็นธรรมทางสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อภาระและต้นทุนที่ระบบเศรษฐกิจต้องแบกรับ หากเรามีกลไกที่เข้มแข็ง เราก็จะมีรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคง ลดความเสี่ยง และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการสร้างความมั่งคั่งของประเทศได้
“เราไม่สามารถมองหลักนิติธรรมเป็นเรื่องโดดเดี่ยวได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “หลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล” ซึ่งเป็นสามเสาหลักที่เกื้อกูลและค้ำจุนกันอย่างลึกซึ้ง หลักนิติธรรมช่วยประกันการใช้อำนาจอย่างเสมอภาค ประชาธิปไตยเป็นกลไกสร้างความชอบธรรมและการมีส่วนร่วม ขณะที่ธรรมาภิบาลเป็นแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากส่วนใดส่วนหนึ่งอ่อนแอ ประเทศก็ไม่อาจรวมพลังทุกฝ่ายให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง มั่นใจ”
ผู้อำนวยการ TIJ ย้ำว่า ที่ผ่านมา TIJ จึงประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรม พัฒนากระบวนการยุติธรรม ยกระดับสิทธิ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันหลัก ด้วยการนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในระดับสากลมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย การขับเคลื่อนแนวคิด People-Centered Justice เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน การผลักดัน Open Government Data เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ การยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนผ่านการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” สู่การปฏิบัติจริงอย่างกว้างขวาง ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายสาธารณะ โดยยึดหลัก Whole-of-Society Approach ซึ่งจำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อร่วมกันในคุณค่าพื้นฐานของสังคมของทุกฝ่าย
“โครงการ Thailand Rule of Law Leadership Programme วันนี้จึงถือเป็นการต่อยอดภารกิจดังกล่าว เมื่อโจทย์สำคัญของประเทศไทยคือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเราจะร่วมกันสำรวจมาตรฐานสากล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวโน้มระดับโลกที่มีความสำคัญต่อการเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD” ผู้อำนวยการ TIJ กล่าว
นอกจากนี้ ในงานเดียวกัน ยังมีเวทีเสวนา หัวข้อ “Governance, Trust and Thailand’s Competitiveness : What Will it Take?” ประกอบด้วย Dr. Tatyana Teplova หัวหน้าที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรม ในสำนักบริหารกิจการสาธารณะ (Public Governance Directorate) จาก OECD ผยง ศรีวนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน และ ดร.ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ดำเนินรายการโดย ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงความท้าทายด้านธรรมาภิบาล หลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก และร่วมกล่าวปิดงาน โดย Irina Goryunova Deputy Resident Representative โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP)
เรื่องและภาพ: Thailand Institute of Justice (TIJ)





