ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก
APEC
ข่าวความเคลื่อนไหวที่สําคัญ
การประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคและรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (FMM & SRMM) ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี
สาธารณรัฐเกาหลี ในฐานะเจ้าภาพเอเปคปี 2568 ได้จัดการประช […]
การประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านการปฏิรูปโครงสร้าง ครั้งที่ 4 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี
เมื่อวันที่ 22 – 23 ตุลาคม 2568 สาธารณรัฐเกาหลี ใ […]
การหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยและเกาหลีใต้
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร […]
การประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคและรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (FMM & SRMM) ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี
สาธารณรัฐเกาหลี ในฐานะเจ้าภาพเอเปคปี 2568 ได้จัดการประช […]
สศช. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 2/2568 หารือวาระการปฏิรูปโครงสร้างเอเปคที่เข้มแข็งและประเด็นการยกระดับการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจในระบบ
เมื่อวันที่ 12-13 สิงหาคม 2568 สาธา […]
การประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 1/2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี
เมื่อวันที่ 3 – 4 มีนาคม 2568 สาธารณรัฐเกาหลี ในฐ […]
รายงานเขตเศรษฐกิจเอเปค ค.ศ. 2024 หัวข้อ การปฏิรูปโครงสร้างและการเข้าถึงบริการทางการเงิน
รายงานเขตเศรษฐกิจเอเปค ค.ศ. ๒๐๒๔ (APEC Economic Policy […]
การประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 2/2567 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู
เมื่อวันที่ 21 – 22 สิงหาคม 2567 สาธารณรัฐเปรู ใน […]
การประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 1/2567 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู
เมื่อวันที่ 4-5 มีนาคม 2567 สาธารณรัฐเปรู ในฐานะเจ้าภาพ […]
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับแผนงาน APEC
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 21 เขตเศรษฐกิจได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไทย จีนไทเป ชิลี เม็กซิโก ปาปัวนิวกินี เปรู รัสเซีย และเวียดนาม มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคี สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของภูมิภาคและของโลก ด้วยการลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกด้านการค้า การบริการ และการลงทุนระหว่างเขตเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ในการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปคหรือ Economic Committee (EC) พร้อมกับขับเคลื่อนวาระเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค
วัตถุประสงค์
- สนับสนุนองค์ความรู้ด้านแนวโน้มและความท้าทายทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐมนตรีเอเปคและกรอบการประชุมอื่น ๆ ของเอเปค ผ่านการให้มุมมองที่ครอบคลุม การวิเคราะห์แนวโน้มทางเศรษฐกิจเชิงลึกและความท้าทายที่ส่งผลต่อภูมิภาค
- สนับสนุนการดำเนินงานของเอเปคในการส่งเสริมการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุวิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ.2040 โดยประสานงานและสนับสนุนงานของเอเปคร่วมกับคณะทำงานเอเปคอื่น ๆ และกรอบ การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค
- เป็นเวทีสำหรับเขตเศรษฐกิจในการหารือเชิงนโยบายและวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจในภูมิภาค
คณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Committee: EC) จัดตั้งขึ้นตามแถลงการณ์ที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปค ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อปี 2537 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของสมาชิกเอเปคในการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาวและการศึกษาประเด็นด้านเศรษฐกิจมหภาค ผ่านแผนงานในระยะแรกเริ่ม อาทิ การจัดทำรายงานมุมมองเศรษฐกิจ ปี 2538 การเผยแพร่ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นต้น โดย EC เป็นกลไกระดับปฏิบัติ ที่ร่วมกับกลไกอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายหลักของเอเปคคือการส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าการลงทุน รวมถึงความร่วมมือ ในด้านมิติสังคมและการพัฒนาด้านอื่น ๆ
ภารกิจของคณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค
คณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค (Economic Committee: EC) มีการประชุมปีละ 2 ครั้ง ณ เขตเศรษฐกิจที่เป็นเจ้าภาพ โดยปัจจุบันมี ดร. เจมส์ ดิง (จีนฮ่องกง) ทำหน้าที่ประธาน
ในปัจจุบัน EC ดำเนินงานภายใต้การยกระดับวาระการปฏิรูปโครงสร้างเอเปคที่เข้มแข็ง (Strengthened and Enhanced APEC Agenda for Structural Reform: SEAASR) และมีกลไกกลุ่มย่อยและกลุ่มเพื่อนประธาน (Friends of the Chair: FotC) เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างผ่านการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ การหารือเชิงนโยบาย การจัดทำเอกสารเชิงวิชาการ และกิจกรรมเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยปัจจุบันประกอบด้วย 6 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มย่อยด้านการแข่งขันและกฎหมาย (Competition Policy and Law Group: CPLG)
- กลุ่มกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทและบรรษัทภิบาล (Corporate Law and Governance: CLG)
- กลุ่มความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB)
- กลุ่มธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Sector Governance: PSG)
- กลุ่มปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform: RR)
- กลุ่มเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย (Strengthening Economic Legal Infrastructure: SELI)
EC ยังมีภารกิจสำคัญในการจัดทำ APEC Economic Policy Report (AEPR) ซึ่งเป็นรายงานประจำปี เพื่อเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยตามธรรมเนียมปฏิบัติ เขตเศรษฐกิจเจ้าภาพเอเปคในแต่ละปีจะเป็นผู้กำหนดหัวข้อของรายงานดังกล่าว
การประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ (Economic Committee: EC)
รายงานนโยบายเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2569 เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Structural Reform and AI-Driven Digital Transformation)
- สาธารณรัฐเกาหลีเสนอในฐานะเจ้าภาพเอเปคปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เอื้อและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปูตราจายา 2040 (Putrajaya Vision 2040) แผนปฏิบัติการเอทีอารอ (Aotearoa Plan of Action) และแผนงานลิมา (Lima Roadmap) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อขยายการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังสนับสนุนการยกระดับวาระการปฏิรูปโครงสร้างเอเปคที่เข้มแข็ง (Strengthened and Enhanced APEC Agenda for Structural Reform: SEAASR) ปี 2026 – 2030 และหัวข้อหลักของเอเปคปี 2568 “การสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน: เชื่อมโยง สร้างสรรค์ และรุ่งเรือง” ซึ่งมุ่งเน้นบทบาทของนวัตกรรมและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในฐานะกลไกสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของภูมิภาค
- มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจสมาชิกในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนา AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีศักยภาพในการส่งเสริมผลิตภาพ เปิดตลาดใหม่ และขับเคลื่อนนวัตกรรม อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายสำคัญ อาทิ ช่องว่างทางดิจิทัล ความโปร่งใส การคุ้มครองข้อมูล และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รายงานฉบับนี้จะศึกษาบทบาทของการปฏิรูปโครงสร้างในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างครอบคลุม ครอบคลุมประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กรอบกฎหมายและนโยบายส่งเสริมนวัตกรรม การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และการส่งเสริมความยั่งยืน
- รายงานดังกล่าวมุ่งวิเคราะห์บทบาทของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับผลิตภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการสร้างนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก โดยครอบคลุมประเด็นภูมิทัศน์การเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ความพร้อมและช่องว่างทางดิจิทัล บทบาทของนโยบาย สถาบัน โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และการพัฒนาทุนมนุษย์ ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบนิเวศ AI และดิจิทัลที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และเข้าถึงได้ รวมถึงแนวทางลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างขีดความสามารถของทุกภาคส่วน
- รายงานจัดทำโดย APEC Policy Support Unit (PSU) ภายใต้การกำกับของสาธารณรัฐเกาหลีและจีนในฐานะแกนนำร่วมของคณะทำงานหลัก และมีกำหนดให้ EC รับรองรายงานฉบับสมบูรณ์ในเดือนตุลาคม 2569 ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจสมาชิกอยู่ระหว่างจัดทำ Individual Economy Reports (IERs)
รายงานนโยบายเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2568 เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจในระบบ (Structural Reform to Increase Participation in the Formal Economy)
- มุ่งศึกษาบทบาทของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจในระบบ โดยวิเคราะห์แนวทางที่ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบสู่เศรษฐกิจในระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน ทั้งนี้ รายงานให้ความสำคัญกับการพัฒนากรอบนโยบายด้านสถาบันและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงาน การส่งเสริมการเข้าถึงตลาดและบริการทางการเงินของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มแรงงานและธุรกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระบบ ตลอดจนลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่จำกัดโอกาสของกลุ่มประชากรเปราะบางในตลาดแรงงานของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
รายงานนโยบายเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2567 เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างและการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Structural Reform and Financial Inclusion)
- มุ่งศึกษาบทบาทของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในฐานะปัจจัยสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และครอบคลุม โดยเน้นการยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเพียงพอ ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มการเสริมสร้างองค์ความรู้ทางการเงิน และการสนับสนุนโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการ
รายงานนโยบายเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2566 เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน (Structural Reform and an Enabling Environment for Sustainable Business for Inclusive, Resilient and Sustainable Business)
- มุ่งศึกษาแนวทางการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจที่ยั่งยืนมีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเน้นการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน
- ไทย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำร่วมของคณะทำงานหลักในการจัดทำรายงานดังกล่าว ซึ่งได้รับการรับรองจากเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค และนำเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคและที่ประชุมรัฐมนตรีเอเปค ณ นครซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤศจิกายน 2566
วาระการปฏิรูปโครงสร้างของเอเปคระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) โดยกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผน การดำเนินงานด้านการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป
เอกสารฯ ได้พัฒนาต่อยอดจากกรอบเครื่องมือด้านการปฏิรูปโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำความก้าวหน้าและบทเรียนมาปรับใช้ แต่มีเป้าหมายที่จะใช้แนวทางที่บูรณาการและเข้มแข็งยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับการดำเนินงานให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญและความพยายามในการปฏิรูปโครงสร้างภายใน รวมทั้งเสริมสร้างและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและกฎระเบียบ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม มีนวัตกรรม และยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการเชื่อมโยงของตลาด ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่งคั่ง รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อทุกภาคส่วน ทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขหรือขจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่จำกัดการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีความหมายของทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นนวัตกรรม และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และความท้าทายระดับโลกที่เกิดขึ้นใหม่
เอกสารดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ APEC Putrajaya 2040 และแผนปฏิบัติการ Aotearoa โดยสนับสนุนให้เขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และมีการประสานงาน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับทุกคน และรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งรวมถึง การส่งเสริมนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การยกระดับการพัฒนาทักษะ การขจัดอุปสรรค เชิงโครงสร้างและภาระที่ไม่จำเป็นต่อผู้ลงทุนและภาคธุรกิจ และการเสริมพลังให้ทุกกลุ่มในสังคมมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางเพื่อให้บรรลุศักยภาพทางเศรษฐกิจของตน การปฏิรูปเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มผลิตภาพ และเร่งการเติบโต เพื่อให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงเติบโตอย่างรุ่งเรืองในฐานะภูมิภาคที่มีพลวัตและการเชื่อมโยงสูงที่สุดของโลก
SEAASR มีเสาหลักการปฏิรูปโครงสร้างทั้งสิ้นจำนวน 4 เสา ดังนี้

การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมและยึดกลไกตลาด (Enabling Fair, Market-Oriented Competition)

การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ (Enabling Environment for Doing Business)

การส่งเสริมนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Promoting Innovation and Digitalisation)

การส่งเสริมให้ทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพทางเศรษฐกิจของตนเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (Empowering All to Achieve Their Economic Potential for Sustainable Economic Growth)
เขตเศรษฐกิจสมาชิกจะต้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการรายประเทศ (Individual Action Plans: IAPs) ภายในกลางปี 2569 เพื่อระบุแนวทางการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แต่ละเขตเศรษฐกิจจะดำเนินการไปจนถึง ปี 2573 ควบคู่ไปกับการเสนอแผนปฏิรูปทั้งในภาคบริการและนอกภาคบริการให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน พร้อมทั้งระบุตัวชี้วัดเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผล
พร้อมกันนี้ EC จะจัดทำแผนการดำเนินงาน SEAASR พร้อมกรอบระยะเวลา โดยระบุการดำเนินการและตัวชี้วัดที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจสมาชิก โดยมีกิจกรรมที่แนะนำ อาทิ
- การบูรณาการผลการศึกษาและข้อเสนอแนะจากรายงานเกี่ยวกับ EAASR เข้าสู่แผนการดำเนินงาน SEAASR รวมถึงการเสริมสร้างการติดตามและประเมินผล และการนำข้อเสนอแนะจากรายงาน AEPR มาปรับใช้ในแผนอย่างมีประสิทธิภาพ
- การสนับสนุนโครงการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดทำ IAPs ภายใต้ SEAASR และการออกแบบและดำเนินนโยบายหรือโครงการปฏิรูปโครงสร้าง
- การส่งเสริมโครงการที่ได้รับทุนจากเอเปคและโครงการที่ใช้เงินทุนของตนเองซึ่งสนับสนุนกิจกรรมและเป้าหมายของ SEAASR รวมถึงผ่านกองทุนย่อยที่เกี่ยวข้อง
- การเพิ่มการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการหารือกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council) เพื่อให้การดำเนินงานของ SEAASR มีความสอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
- การส่งเสริมความร่วมมือกับกลไกอื่น ๆ ของเอเปค
- การประเมินผลระยะกลางของ SEAASR ในปี 2571 รวมถึงการจัดประชุมระดับสูงด้านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี พร้อมเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานระยะต่อไป
- การประเมินผลระยะสุดท้ายของ SEAASR ในปี 2573 และการจัดประชุมรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
การยกระดับวาระการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (Enhanced APEC Agenda for Structural Reform: EAASR) เป็นกรอบความร่วมมือด้านการปฏิรูปโครงสร้างของเอเปคที่ได้รับการรับรองจากที่ประชุมรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้างเอเปคในปี 2564 เพื่อส่งเสริมให้เขตเศรษฐกิจสมาชิกดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างครอบคลุม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุน และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยต่อยอดจากกรอบการดำเนินงานเดิมของเอเปค ได้แก่ Leaders’ Agenda to Implement Structural Reform (LAISR) APEC New Strategy for Structural Reform (ANSSR) และ Renewed APEC Agenda for Structural Reform (RAASR)
EAASR กำหนดทิศทางการปฏิรูปภายใต้ 4 เสาหลัก ได้แก่ (1) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันและตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม (Creating an enabling environment for open, transparent, and competitive markets) (2) การเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวและความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจต่อวิกฤตในอนาคต (Boosting business recovery and resilience against future shocks) (3) การส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน โดยให้ทุกกลุ่มในสังคมเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม (Ensuring that all groups in society have equal access to opportunities for more inclusive, sustainable growth, and greater well-being) และ (4) การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ และการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มผลิตภาพและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Harnessing innovation, new technology, and skills development to boost productivity and digitalization)
เขตเศรษฐกิจสมาชิกได้จัดทำ Individual Action Plans (IAPs) เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการปฏิรูปโครงสร้างของแต่ละเศรษฐกิจจนถึงปี พ.ศ. 2568 พร้อมทั้งใช้เป็นกลไกในการติดตามความก้าวหน้าและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างสมาชิกเอเปค
วาระใหม่สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (Renewed APEC Agenda for Structural Reform: RAASR) เป็นกรอบความร่วมมือด้านการปฏิรูปโครงสร้างของเอเปคที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ยั่งยืน และมีความยืดหยุ่น
มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่
- การสร้างตลาดที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีการแข่งขัน (More open, well-functioning, transparent and competitive markets)
- การเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ (Deeper participation in those markets by all segments of society) และ
- การพัฒนานโยบายสังคมที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เลือกปฏิบัติ (Sustainable social policies that promote the above-mentioned objectives, enhance economic resilience, and are well-targeted, effective and non-discriminatory)
การปฏิรูปโครงสร้างแบบใหม่ (APEC New Strategy for Structural Reform: ANSSR) เป็นกรอบความร่วมมือที่มุ่งส่งเสริมให้เขตเศรษฐกิจสมาชิกดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และสมดุล โดยให้แต่ละเขตเศรษฐกิจจัดทำลำดับความสำคัญของการปฏิรูปและมาตรการดำเนินงานของตน พร้อมกำหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามความก้าวหน้า ทั้งนี้ การดำเนินงานครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การส่งเสริมตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และมีการแข่งขัน การพัฒนาตลาดการเงินที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มโอกาสด้านการจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงานและการศึกษา การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการเสริมสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะจนถึงปี พ.ศ. 2558
วาระผู้นำเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการปฏิรูปโครงสร้าง (Leaders’ Agenda to Implement Structural Reform: LAISR) เป็นกรอบความร่วมมือด้านการปฏิรูปโครงสร้างของเอเปคที่ผู้นำเขตเศรษฐกิจสมาชิกให้การรับรองในปี 2547 เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมุ่งส่งเสริมการทำงานของตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
กรอบดังกล่าวกำหนดประเด็นสำคัญในการดำเนินการ ได้แก่ (1) การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform) (2) การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายและเศรษฐกิจ (Strengthening Economic Legal Infrastructure) (3) นโยบายการแข่งขันทางการค้า (Competition Policy) (4) ธรรมาภิบาลของบริษัท (Corporate Governance) และ (5) การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management) รวมทั้งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี การเสริมสร้างขีดความสามารถ และความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างของสมาชิกเอเปคอย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการเศรษฐกิจเอเปค (EC) มีภารกิจหลักในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านแนวโน้มและความท้าทายทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐมนตรีเอเปคและกรอบการประชุมอื่น ๆ ของเอเปค ผ่านการให้มุมมองที่ครอบคลุม การวิเคราะห์แนวโน้มทางเศรษฐกิจเชิงลึก และความท้าทายที่ส่งผลต่อภูมิภาค รวมทั้งการส่งเสริมการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุวิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ. 2040 ทั้งนี้ EC ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านกลุ่มย่อย (Sub-forum) และกลุ่มเพื่อนประธาน (Friend of the Chair: FotC) ประกอบไปด้วย
1.
กลุ่มย่อยด้านนโยบายการแข่งขันและกฎหมาย
(Competition Policy and Law Group: CPLG Sub-forum)
การดำเนินงาน
ผู้ประสานงานหลักคือ เวียดนาม
การดำเนินงานของไทย: สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) มีบทบาทในการผลักดันความร่วมมือภายใต้ APEC Competition Policy and Law Group (CPLG) เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านกฎหมายและนโยบายการแข่งขันของเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปค แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันในภูมิภาค ทั้งนี้ ยังสนับสนุนการดำเนินงานของ Economic Committee (EC) ภายใต้กรอบ Strengthened and Enhanced APEC Agenda for Structural Reform (SEAASR) ผ่านการจัดเวทีหารือเชิงนโยบาย การประชุมเชิงปฏิบัติการการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางเทคนิคและการเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค
2.
กลุ่มเสริมสร้างความเข้มแข็งโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย
(Strengthening Economic Legal Infrastructure: SELI)
การดำเนินงาน
มีผู้ประสานงานหลักคือ ญี่ปุ่น
การดำเนินงานของไทย: ประเทศไทยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการระงับข้อพิพาทออนไลน์ (ODR) อย่างต่อเนื่อง โดย
(1) สำนักงานศาลยุติธรรม ได้นำระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) มาใช้รองรับการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องและในชั้นพิจารณาคดี พร้อมพัฒนาให้ยื่นคำร้อง เจรจาผ่าน VDO Call และลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ครบวงจร รวมถึงจัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่งที่ดำเนินกระบวนการผ่าน e-Filing และระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าจากร้านค้าในระบบออนไลน์ยื่นคำฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
(2) สถาบันอนุญาโตตุลาการ ให้บริการในรูปแบบระบบอนุญาโตตุลาการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Arbitration) และระบบห้องประชุมอัจฉริยะ (Smart Meeting Room) ซึ่งคู่พิพาทและคณะอนุญาโตตุลาการสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาออนไลน์ได้ตั้งแต่การเสนอข้อพิพาทจนคดีเสร็จการพิจารณา พร้อมจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Thai Arbitration Institute Mediation Center: TAI-MC)
(3) กรมบังคับคดี สังกัด กระทรวงยุติธรรม เปิดให้ยื่นคำร้องไกล่เกลี่ยออนไลน์ทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม
3.
กลุ่มความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ
(Ease of Doing Business: EoDB)
การดำเนินงาน
มีผู้ประสานงานหลักคือ สหรัฐอเมริกา
การดำเนินงานของไทย: ประเทศไทยได้เร่งขับเคลื่อนการยกระดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดย
(1) คณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (คปธ.) ทำหน้าที่เสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจของประชาชน เพื่อเอื้อต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คล่องตัวมากขึ้น
(2) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมรองรับการประเมิน B-Ready ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น การปรับปรุงกฎหมายตามเกณฑ์ B-READY 2025 การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐผ่านแพลตฟอร์มเดียว การพัฒนาระบบบริการให้เข้าถึงง่าย และการติดตามผลรายด้านอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐและเอกชน และลงพื้นที่หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงแรงงาน กรมสรรพากร และ กรมบังคับคดี เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเชิงปฏิบัติและเตรียมความพร้อมก่อนการเก็บข้อมูลประเมินของธนาคารโลกในปี 2569
4.
กลุ่มกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทและบรรษัทภิบาล
(Corporate Law and Governance: CLG)
การดำเนินงาน
ผู้ประสานงานหลักคือ อินโดนีเซีย
การดำเนินงานของไทย: ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดย
(1) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ร่วมกับ OECD จัดทำรายงานการประเมินสถานการณ์ของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของไทย (SOE Review) โดย OECD เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 12 ข้อ เพื่อปรับปรุงกลไกกำกับดูแลให้สอดคล้องมาตรฐานสากล ซึ่งไทยได้เริ่มดำเนินการแล้ว 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การยกระดับความโปร่งใสของมาตรการสนับสนุนจากรัฐ (2) การยกระดับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและไม่ใช่การเงิน (3) การปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากลในการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน และ (4) การวางเป้าหมายด้านความยั่งยืนและความท้าทายสำหรับรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ จำนวนข้อเสนอแนะอาจปรับเปลี่ยนตามผลการประเมินเชิงลึก (Technical Review) ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
(2) สคร. ยังได้ทบทวนหลักการและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562 และแนวทางปฏิบัติ (หลักการ CG) เพื่อให้ทันต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาเชิงโครงสร้าง และความทับซ้อนของบทบาทหน้าที่ โดยนำหลักการและข้อเสนอแนะของ OECD มาปรับใช้ รวมทั้งนำปัจจัย ที่สำคัญต่าง ๆ เช่น บริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สภาพปัญหาและอุปสรรคในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้เวียนแจ้งให้รัฐวิสาหกิจและกระทรวงเจ้าสังกัดถือปฏิบัติ เพื่อยกระดับระบบ CG ของรัฐวิสาหกิจไทยให้มีความทันสมัย โปร่งใส และสอดคล้องมาตรฐานสากล รองรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
5.
กลุ่มการปฏิรูปกฎระเบียบ
(Regulatory Reform: RR)
การดำเนินงาน
ผู้ประสานงานหลักคือ มาเลเซีย
การดำเนินงานของไทย: ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ (Good Regulatory Practice: GRP) เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม โดย
(1) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ผลักดันพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment) ก่อนตรากฎหมาย และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายภายหลังการบังคับใช้ (Ex-post Evaluation) เพื่อยกระดับคุณภาพ ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของกฎหมายให้สอดคล้องแนวทางของ OECD พร้อมทั้ง มีบทบาทในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ
(2) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ SMEs โดยยึดหลักมาตรฐานสากล เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกำหนดกระบวนการรับรองให้ถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในภูมิภาคเอเปค ทั้งนี้ การขับเคลื่อน GRP ของไทยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล และการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เชิงรูปธรรมต่อภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน
6.
กลุ่มธรรมาภิบาลภาครัฐ
(Public Sector Governance: PSG)
การดำเนินงาน
อยู่ระหว่างการสรรหาผู้ประสานงานหลัก
การดำเนินงานของไทย: ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในการยกระดับความโปร่งใส การพัฒนาคุณภาพบริการสาธารณะ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม โดย
(1) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้นำมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถิติและคําอธิบายข้อมูลสถิติ (Statistical Data and Metadata eXchange: SDMX) มาใช้พัฒนาชุดข้อมูลสำคัญของประเทศ) ซึ่งช่วยยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูล เพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐ นอกจากนี้ สสช. ยังขับเคลื่อน “โครงการจัดทําบัญชีข้อมูลภาครัฐ” ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลอัจฉริยะและการบูรณาการข้อมูลอย่างมั่นคงปลอดภัย พร้อมทั้งสนับสนุนองค์ความรู้และระบบให้หน่วยงานรัฐทั่วประเทศ ตั้งเป้าครอบคลุมทุกหน่วยงานภายในปี 2570 ทั้งหมดสะท้อนถึงการมุ่งสร้างภาครัฐดิจิทัลที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น
(2) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาโครงการ Health Link เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศแบบไร้รอยต่อ รองรับการใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกโรงพยาบาล ลดการตรวจซ้ำ และพัฒนาระบบ Refer อิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันเชื่อมต่อสถานพยาบาลข้ามสังกัดได้เกือบหมื่นแห่ง
นอกจากนี้ EC ยังมีการดำเนินงานการจัดทำรายงานนโยบายเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Policy Reports: AEPRs) ซึ่งเป็นรายงานประจำปี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อเสนแนะเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2566 ประเทศไทยมีภารกิจในการเป็นผู้นำร่วมของคณะทำงานหลัก (Co-Lead of the Core Team) ร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการจัดทำรายงานในหัวข้อ Structural Reform and Enabling Environment for Business for Inclusive, Resilient and Sustainable Business ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจที่ยั่งยืน มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเปค
กลไกการทํางาน

1.
กลุ่มย่อยด้านนโยบายการแข่งขันและกฎหมาย (Competition Policy and Law group: CPLG Sub-forum)
2.
กลุ่มเสริมสร้างความเข้มแข็งโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย (Strengthening Economic Legal Infrastructure: SELI)
3.
กลุ่มความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business: EoDB)
4.
กลุ่มกฎหมาบหุ้นส่วนบริษัทและบรรษัทภิบาล (Corporate Law and Governance: CLG)
5.
กลุ่มการปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform: RR)
6.
กลุ่มธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Sector Governance: PSG)
กรอบความร่วมมือเอเปคด้านการระงับข้อพิพาททางออนไลน์ (APEC ODR Collaborative Framework)
เอเปค โดยกลุ่มเพื่อนประธานเสริมสร้างความเข้มแข็งโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย (Strengthening Economic and Legal Infrastructure: SELI) ซึ่งมีญี่ปุ่นเป็นผู้ประสานงานหลักได้ผลักดันให้สมาชิกเอเปคเข้าร่วมแผนงานความร่วมมือเอเปคด้านการระงับข้อพิพาทออนไลน์ ที่กำหนดวิธีดำเนินงานและกระบวนการระงับข้อพิพาทออนไลน์ อาทิ การเจรจา การไกล่เกลี่ย และอนุญาโตตุลาการ ให้มีมาตรฐานเดียวกันในเอเปค โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการใช้การระงับข้อพิพาทออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงความยุติธรรม (access to justice) ให้กับ ผู้ลงทุนและนักธุรกิจ
เขตเศรษฐกิจที่มีผู้ให้บริการด้านการระงับข้อพิพาทออนไลน์ (ODR Provider) เข้าร่วม (opt in) ภายใต้แผนงานนี้ได้ตามความสมัครใจผ่านการแจ้งประธานคณะกรรมการ EC เป็นลายลักษณ์อักษรหรือกล่าวแสดงความเห็นในที่ประชุม EC โดยการร่วมดังกล่าวจะไม่มีข้อผูกพันตามกฎหมาย แต่จะเป็นการอนุมัติให้ผู้ให้บริการ ODR ในเขตเศรษฐกิจได้รับการขึ้นชื่อเป็นผู้บริการหุ้นส่วน (partnering ODR provider)
ภายใต้กรอบความร่วมมือเอเปคด้านการระงับข้อพิพาททางออนไลน์ ผู้ให้บริการ ODR จะต้องปฏิบัติตาม Model Procedural Rules ซึ่งมีข้อกำหนดในการระงับข้อพิพาทการค้าข้ามพรมแดน รวมทั้งทำหน้าที่สอดส่องดูแลการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจและ ODR provider ให้มีความสอดคล้อง กับ Model Procedural Rules ดังกล่าว ดังนี้ (1) การเก็บข้อมูลเป็นความลับและป้องกันฐานข้อมูลและเว็บไซต์ (2) การเก็บค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผลกับมูลค่าการทาธุรกรรม (3) การจัดให้มี Platform ที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทออนไลน์เป็นของตนเอง (4) การเผยแพร่ข้อมูล และความสำเร็จ และจัดส่งให้กับ EC และ ODR provider อื่น นอกจากนี้ ยังต้องดำเนินการภายใต้หลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการรักษาความลับของข้อมูล
EC จะเผยแพร่รายชื่อผู้ให้บริการ ODR และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ใช้บริการดังกล่าว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น APEC Business Advisory Council (ABAC) และหอการค้า เพื่อสนับสนุนการระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ



